วันพฤหัสบดีที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2555

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม :  สถาปัตยกรรมไทยในพระบรมมหาราชวัง


         “วัดพระศรีรัตนศาสดาราม”  หรือเรียกกันอย่างง่ายๆว่า “วัดพระแก้ว”  เป็นพระอารามหลวง ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของพระบรมมหาราชวัง  มีพระประธานในพระอุโบสถ คือ “พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร” หรือ “พระแก้วมรกต”
                ย้อนไปในปี พ.ศ.2325 เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ทรงย้ายเมืองหลวงจากฝั่งธนบุรีข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาฝั่งพระนคร พระองค์ได้ทรงสร้างพระบรมมหาราชวังขึ้น รวมทั้งได้สร้างวัดภายในวังหลวงขึ้นเพื่อเป็นที่สำหรับประกอบพระราชกุศล  และเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตที่ทรงอันเชิญมาจากเวียงจันทน์  วัดนี้จึงมีแต่ส่วนพุทธาวาส  ไม่มีส่วนสังฆาวาสให้พระสงฆ์จำพรรษา

พระระเบียง
ภาพจิตรกรรมฝาผนัง เรื่องรามเกียรติ์
          
           เมื่อก้าวผ่านซุ้มประตูเข้ามาสิ่งที่ดึงดูดความสนใจเป็นอย่างแรกเมื่อเข้ามาในวัดคือ "พระระเบียง" ซึ่งเต็มไปด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังว่าด้วยเรื่องของ "รามเกียรติ์"  โดยจุดเริ่มต้นของเรื่องจะอยู่ตรงกับประตูของวิหารยอด และควรเดินวนขวาเพื่อชมเนื้อเรื่องไปตามลำดับ
           โดยทั่วไปพระระเบียงมักจะสร้างขึ้นล้อมรอบ  พระอุโบสถหรือพระวิหาร  แต่สำหรับวัดนี้  พระระเบียงเป็นอาคารที่สร้างขึ้นเพื่อโอบล้อมอาคารทุกหลังในวัดให้แยกจากเขตพระราชฐานของพระบรมมหาราชวัง

หลังคาพระอุโบสถ
           
           สิ่งที่ทุกคนที่มาที่นี่มุ่งเข้าไปเป็นอย่างแรก คือ "พระอุโบสถ" ที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต ตั้งอยู่ส่วนกลางของวัด โดยมีกำแพงแก้วล้อมรอบ  หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผาเคลือบสีน้ำเงิน  มีลวดสีเหลืองและมีเชิงเป็นสีแดง  ซึ่งกระเบื้องที่ใช้ในการมุงเหล่านี้ผลิตขึ้นในไทยเป็นครั้งแรก

          
            พระอุโบสถจะล้อมรอบด้วยเสาหานและเสานางเรียง  ผนังด้านนอกเป็นลายกระหนกก้านแย่งทรงข้าวบิณฑ์  ดอกในทำด้วยดินเผาปิดทองประดับกระจกสีเหลือง  ส่วนฐานปัทม์ตั้งรูปครุฑยุดนาคเครื่องรูปสังวาล  จำนวน ๑๑๒ ตัวโดยรอบ  ตอนล่างบุกระเบื้องเคลือบเขียนลายต้นไม้ดอกไม้แบบจีน  ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความผสมผสานระหว่างไทย-จีนที่มีต่อเนื่องกันมายาวนาน

ฐานปัทม์ตั้งรูปครุฑยุดนาค
          บริเวณโดยรอบพระอุโบสถมี "ศาลาราย" จำนวน ๑๒ หลัง  มีรูปร่างเหมือนกันทั้งหมด  มีลักษณะเป็นศาลาโถงขนาด ๒ ห้อง  หลังคาทรงไทยมุงด้วยกระเบื้องเผาเคลือบสีหน้าบันเป็นรูปเทพพนม  และพื้นศาลาปูด้วยกระเบื้องหินอ่อน
          ทิศใต้ของพระอุโบสถจะพบกับ "หอระฆัง"  แม้จะไม่มีกิจให้ต้องใช้ระฆังบ่อยนัก  แต่ก็สร้างขึ้นเพื่อให้ครบตามระเบียบของการสร้างวัด  เชื่อกันว่าระฆังที่อยู่บนยอดของหอระฆังนี้ ขุดพบที่วัดระฆัง  และกล่าวกันว่ามีเสียงที่ไพเราะกังวานมาก
        
          นอกจากพระอุโบสถแล้ว  ภายในวัดพระแก้วยังประกอบไปด้วยอาคารที่สำคัญอีกหลายอาคาร   ทางทิศเหนือของพระอุโบสถคือ "พระมณฑป"  ตั้งอยู่บนฐานไพทีร่วมของพระศรีรัตนเจดีย์ และปราสาทเทพพระบิดร  พระฆณฑปเป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมทรงมณฑป ตั้งอยู่บนฐานประทักษิณ ๓ ชั้น  มีการย่อมุมและประดับลวดลายตามองค์ประกอบของอาคารไว้อย่างงดงาม
พระมณฑป     
           


             ถัดจากพระมณฑปมาทางทิศตะวันออกเป็น "ปราสาทพระเทพบิดร" แต่ก่อนเรียกกันว่า "พระพุทธปรางค์ปราสาท" เป็นอาคารจตุรมุขทรงไทย  หลังคามีมุขลด ๔ ชั้น ยกเว้นทิศตะวันออกที่จะมีมุขลดเพิ่มอีกชั้นหนึ่งเพื่อเน้นทางเข้า  ยกยอดปราสาทเป็นทรงปรางค์ประดับกระกระเบื้องเคลือบสีทั้งหลังตั้งแต่ยอดถึงฐาน  ซึ่งการประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีฟ้านี้เองทำให้อาคารนี้ดูแปลกตากว่าอาคารอื่นๆ   และอีกสิ่งที่น่าสนใจซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวก็คือสัตว์หิมพานต์ที่ตั้งอยู่รายรอบปราสาทพระเทพบิดร

ปราสาทพระเทพบิดร
พระศรีรัตนเจดีย์
        

             และไม่ว่าจะมองจากมุมใดของวัดพระแก้วก็จะพบกับเจดีย์สีทองอร่าม หรือ "พระศรีรัตนเจดีย์" เป็นเจดีย์ทรงกลมแบบลังกาตั้งอยู่ด้านทิศตะวันตกของฐานไพที  รูปแบบเดียวกับพระเจดีย์ 3 องค์ที่วัดพระศรีสรรเพชญ  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  เป็นพระเจดีย์ก่ออิฐถือปูนประดับกระเบื้องโมเสกทองทั้งองค์  ภายในกลวงเป็นที่ประดิษฐานพระเจดีย์องค์เล็กบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ  


             
           ในวัดพระศรีรัตนศาสดารามแห่งนี้  ยังมีรายละเอียดอีกหลายสิ่งที่น่าสนใจและควรแก่ศึกษา  เนื่องจากเป็นวัดที่มีความเป็นมายาวนานทำให้เราสามารถศึกษางานสถาปัตยกรรมไทย จิตรกรรม ปฏิมากรรม รวมไปถึงงานฝีมือและศิลปกรรมต่างๆ  ได้ในหลายรัชสมัย  นอกจากความงดงามและวิจิตรบรรจงที่วัดนี้ได้แสดงให้เห็นต่อสายตาชาวโลกแล้ว  วัดนี้ยังแสดงถึงการผสมผสานของศิลปวัฒนธรรมในแต่ละรัชสมัยอีกด้วย  เช่น การเข้ามามีบทบาทของรูปแบบลวดลายจีนและการใช้กระเบื้องเคลือบ  เป็นต้น
           นอกจากนี้ วัดพระศรีรัตนศาสดารามยังเป็นศูนย์รวมทางจิตใจและเป็นการธำรงพระพุทธศาสนาไว้เป็นศาสนาประจำชาติ  ตั้งแต่เริ่มสร้างกรุงรัตนโกสินทร์เป็นต้นมา  พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างและบูรณะปฏิสังขรณ์วัดนี้มาโดยตลอด  และทุกครั้งก็ล้วนทำด้วยความประณีตบรรจง  จนมีความงดงามคงอยู่มาจนปัจจุบัน  เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่า ยากจะหาสิ่งใดมาเสมอเหมือนได้...

บทความและภาพประกอบโดย : น.ส.เบญจวรรณ  สิทธิเดช  51020039

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น